ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

BR1-03 : ข้อควรระวังในการโพสข้อความ



ถ้าการสร้าง "แบรนด์" คือการทำให้ลูกค้าชอบเรา การกระทำต่างๆของเราไม่ว่าจะเป็นช่องทางการสื่อสารทางช่องทางใด ก็ควรเพิ่มความระมัดระวังให้มาก ๆ ซึ่งในบางประเด็นก็เป็นการอธิบายให้เข้าใจได้ยากเพราะเป็นเรื่องที่ว่าด้วยคำว่า "ควร" และ "ไม่ควร"

เหมือนกับหลายๆครั้งที่เขียนบทความและพยายามเน้นในเรื่อง "มารยาท" ในเรื่องต่าง ๆ ก็เพื่อให้ทุกท่านระมัดระวังในการกระทำ การคิดให้รอบคอบก่อนลงมือทำ เพราะไม่ใช่การกระทำในฐานส่วนบุคคล แต่คุณกำลังทำหน้าที่ทีมงานคนหนึ่งของธุรกิจ ซึ่งก็เปรียบเสมือนคุณเป็นตัวแทนของแบรนด์สินค้า หรือ แบรนด์บริการของคุณนั่นเอง

มี 3 ข้อสั้นๆ ที่อยากนำมาย้ำเตือนกันอีกครั้งว่า ธุรกิจโรงแรมที่พัก เป็นธุรกิจการให้บริการ ซึ่งว่าด้วยคน 100% ไม่ว่าจะในด้านใดๆ ล้วนต้องใช้คนทำหน้าที่สื่อสาร มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าทั้งสิ้น ถึงแม้จะมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยมากมาย แต่ท้ายที่สุดความประทับที่จะเกิดขึ้นจากการใช้บริการจะกลับมาที่ตัวพนักงาน หรือทีมงานทั้งหมด

ข้อที่ 1 - กาลเทศะ 
การที่เราจะรู้ว่า "ควร" หรือ "ไม่ควร" หรือ "เหมาะสม" หรือ "ไม่เหมาะสม" ล้วนเกิดจากการอบรมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่าง ๆ ตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน และสถานที่ทำงาน  ดังนั้นถ้าเราต้องการสร้างมาตรฐานของแบรนด์เราที่ดี ไม่ควรจะไปโทษพนักงานผู้ปฏิบัติงาน แต่ควรหันมาพิจารณาตัวเองว่า เราได้วางกฎกติกามารยาทไปจนถึงวิธีปฎิบัติงานที่ชัดเจน รัดกุม รอบคอบแล้วหรือยัง และกฎกติกานั้นได้นำมาสรุป นำมาอธิบายเพื่อให้ทีมงานเข้าใจมากน้อยแค่ไหน  และประการที่สำคัญ ตัวคุณเองในฐานะเจ้าของกิจการ หรือผู้บริหารโรงแรม คุณได้ทำตนเองเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับทีมงานมากน้อยแค่ไหน

กาลเทศะ คือ การรู้จักและเข้าใจจังหวะและเวลาที่เหมาะสม ที่ควรในการแสดงออกซึ่งการกระทำ หรือคำพูดในโอกาสต่างๆ เช่น ตอนเด็กๆ เราอาจจะเคยโดนผู้ใหญ่ที่กำลังนั่งสนทนากันดุ ในขณะที่เราวิ่งเสียงดัง หรือตะโกนแทรกไปในระหว่างวงสนทนาของผู้ใหญ่ ว่า เรานี่ไม่รู้จักกาลเทศะเลยจริง ๆ

กาลเทศะในการโพสข้อความนั้น เนื่องจากความรวดเร็วในเรื่องของเทคโนโลยี หากความคิดที่ไม่รอบคอบ เร็วกว่าความรู้สึกนึกคิดในเรื่องมารยาทในการสื่อสาร เราก็มักจะเห็นข้อความที่ไม่เหมาะไม่สมออกมาบนหน้าเพจของหลาย ๆ ธุรกิจในหลายวาระ หลายโอกาส  ตัวอย่างเช่น เรากำลังอยู่ในภาวะโศกเศร้าจากเหตุการ์ณที่กระทบกระเทือนจิตใจที่เป็นระดับประเทศ ระดับชาติ กลับมีการโพสข้อความที่ดูถูกเหยียดหยาม หรือแสดงความไม่เห็นด้วยกับความรู้สึกที่คนส่วนใหญ่กำลังมีความรู้สึกร่วม หรือไปเล่นกับการโพสวิดีโอที่กำลังแพร่หลายที่มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมกับจังหวะและช่วงเวลา หรือแม้กระทั่งการนำข้อความ ภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหวของผู้อื่นมาใช้โดยไม่มีการให้เครดิต  สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการแสดงออกถึงความมี หรือไม่มีมารยาทของแบรนด์คุณทั้งสิ้น

ข้อที่ 2 ตรวจคำผิดและตัวสะกด

ก่อนขึ้นข้อความทุกครั้งควรตรวจคำผิดและตัวสะกดคำให้ถูกต้องเสมอ สะท้อนความเป็นมืออาชีพในการทำงาน และการให้เกียรติผู้อ่านอย่างชัดเจน

อย่ามองข้ามว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือเคยได้ยินบางคนบอกว่า "แหม...ใช้นิดใช้หน่อย ใช้ภาษาพูดมาเป็นคำเขียนบ้างนิดหน่อย เค้าจะได้รู้ว่าเรายังทันสมัยอยู่" อันนี้ก็คงแล้วแต่ทางเลือกของผู้บริหารว่าคุณมองภาพลักษณ์ของแบรนด์คุณเป็นอย่างไร และคุณมองลูกค้าคุณในแบบไหน

สินค้าและบริการใช้คำศัพท์ทันสมัยวัยรุ่นตรงตามกลุ่มตลาดเป้าหมายของตัวสินค้า ก็เป็นการเลือกในการสื่อสารให้เข้ากับตัวสินค้า แต่ถ้าสินค้าเป็นระดับพรีเมี่ยม เน้นกลุ่มลูกค้าผู้ใหญ่ กลุ่มมีกำลังซื้อในวัยทำงาน แต่เลือกที่จะสื่อสารแบบสะกดคำผิด ๆ ถูก ๆ ตลอดเวลา อันนี้ก็คงต้องเรียกว่า ไม่มีมีความเป็นมืออาชีพเลย  และอย่าไปโทษผู้ปฎิบัติงานว่า พนักงานคนที่โพสข้อความยังเด็กอยู่ก็เลยขึ้นข้อความแบบนี้ ประเด็นนี้ต้องกลับไปดูว่ามีการกำหนดมาตรฐานในการปฎิบัติงานอย่างไร

ในโลกการสื่อสารออนไลน์ที่มีบทบาทในการทำการตลาดในยุคปัจจุบัน ทีมผู้บริหารโรงแรมควรมีการออก Social Media Policy นโยบายในการใช้สื่อโซเชี่ยล ออกมาให้ชัดเจน และทำความเข้าใจกับพนักงานว่ามีข้อห้ามอย่างไรบ้าง รวมทั้งมีบทลงโทษเพื่อใช้กำกับดูแล แยกประเด็นให้ออกระหว่างการใช้สื่อส่วนตัว กับการใช้สื่อในการทำงาน

ข้อที่ 3 อย่ามุ่งแต่จะขาย

ข้อนี้มีตัวอย่างมากมายให้เราเห็น บางสินค้าโพสแต่ข้อความขายของทุกวัน ไม่เช่นนั้น เราคงไม่เห็นการแจ้งเตือน "งดฝากร้าน" หรือลูกค้าบางคนถึงขั้นต้องระงับการติดต่อกับธุรกิจนั้นไปเลย เพราะรำคาญกับข้อความที่เข้ามาบ่อยเหลือเกิน

หรือในช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้าของคนในชาติที่เรากำลังร่วมเดินหน้ากันต่อ ก็ยังมีธุรกิจโรงแรมที่พักที่ยังมุ่งแต่จะขายห้องพักในช่วงเวลาดังกล่าวโดยไม่รู้สึกว่าการกระทำของตนเองมีความไม่เหมาะสมอย่างไร ซึ่งนับเป็นเรื่องน่าละอายเป็นอย่างมาก


ถ้าคุณบริหารและทำการตลาดมาเป็นอย่างดี รู้จักลูกค้าคุณเป็นอย่างดี มีการนำสถิติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับโลกโซเชียลมานั่งคิด วิเคราะห์ แยกแยะอย่างเป็นระบบ มีการทำตารางปฎิทินการโพสข้อความแบบที่มีวัตถุประสงค์และเป้าหมายในแต่ละเดือน ประเด็นที่คุณจะขึ้นข้อความขายสินค้าและเชิญชวนให้มาใช้บริการ จะมีจังหวะจะโคนที่เหมาะสม ไม่ใช่อึกอักก็ขึ้นแต่โปรโมชั่น โปรโมชั่น แพ็คเกจนั้น แพ็คเกจนี้กันอยู่เกือบทุกวันด้วยข้อความเดิมๆ เช่น มาพักกับเราสิคะ  มาสัมผัสบรรยากาศกับเราสิครับ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ในประเด็นเรื่อง อย่ามุ่งแต่จะขายนั้น ในอีกด้านหนึ่ง ทำให้ย้อนกลับไปนึกถึงเจ้าของโครงการประเภทที่ชอบพูดว่า "ชั้นไม่สนใจอะไร ชั้นสนใจแต่บรรทัดสุดท้ายของบัญชีรายรับรายจ่าย" อันนี้เรียกได้ว่าเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน และไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมดีเอ็นเอของทีมงานจึงเป็นเช่นนี้ คือมุ่งแต่จะขายของโดยไม่รู้จักกาละเทศะ เพราะเจ้าของโครงการกดดันด้วยคำพูดนี้ตลอดเวลาที่มาเยี่ยมชมกิจการ ซึ่งถ้าสังเกตให้ดี พฤติกรรมนี้จะถูกสืบทอดมาเป็นระลอกตั้งแต่ผู้บริหารที่รับคำสั่งโดยตรงจากเจ้าของกิจการ ถ่ายทอดมายังระดับหัวหน้า และส่งต่อมายังระดับปฎิบัติการ และในที่สุดสิ่งเหล่านี้ก็สะท้อนออกมาสู่วิธีการให้บริการของคุณนั่นเอง

สุดท้ายนี้ ฝาก 3 ข้อสั้นๆ เป็นแนวทางให้ทุกคนนำไปร่างมาตรฐานในการทำงานของโรงแรมคุณให้ชัดเจน เพื่อที่จะสร้างพฤติกรรมและการแสดงออกของแบรนด์คุณให้ประทับใจลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

BR2-01 : โรงแรมเปลี่ยนแบรนด์บ่อย ๆ จะดีเหรอ

เวลาเราเห็นโรงแรมที่พักตามสถานที่ต่าง ๆ มีการ เปลี่ยนแบรนด์ กันบ่อย ๆ เราก็มักจะสงสัยว่า ทำไมต้องเป็นแบบนั้น ครั้งที่แล้วเรามาพักยังชื่อโรงแรมนี้อยู่เลย ทำไมมาคราวนี้เปลี่ยนไปอีกแล้ว หรืออีก  2  ปีถัดไปกลายเป็นอีกชื่อไปแล้ว เรามาดูกันว่าเรื่องนี้มีเหตุและปัจจัยอะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง การบริหารจัดการโรงแรม นั้นมีได้หลากหลายแบบในด้านธุรกิจ ได้แก่ 1. การทำสัญญาว่าจ้างบริหารงานแบบเต็มรูปแบบภายใต้เชน หรือที่เราเห็นตามจังหวัดต่างๆที่มีชื่อโรงแรมตั้งต้นด้วยชื่อเชน หรือชื่อแบรนด์โรงแรมในกลุ่มเชนนั้น ๆ และตามด้วยชื่อโรงแรมเดิม หรือสถานที่ตั้ง หากกลุ่มโรงแรมนั้นมีแบรนด์โรงแรมหลายแบรนด์ การพิจารณาเข้าร่วมบริหารจัดการก็จะต้องพิจารณาในรายละเอียดของข้อกำหนดของแต่ละแบรนด์ว่า คุณลักษณะและคุณสมบัติของโรงแรมที่จะอยู่ภายใต้แบรนด์นั้นต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง เช่น จำนวนห้องพัก ขนาดห้องพัก สิ่งอำนวยความสะดวก เป็นต้น เพื่อที่จะได้วางตำแหน่งของสินค้าให้เหมาะกับสภาพธุรกิจและแนวโน้มในการทำธุรกิจในอนาคต ในขณะเดียวกันก็ไม่ทำให้กระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ในภาพรวม การทำสัญญากันในลักษณะนี้อาจเป็นการร...

#BR1-01 : สร้างแบรนด์โรงแรมให้ชัดเจน

หลายปีที่ผ่านมามีแต่การยุยงให้คนนำที่ดินว่างเปล่า หรือบ้านเก่าที่มีอยู่มาทำเป็นที่พัก โรงแรมขนาดเล็ก โฮมสเตย์ และอื่นๆอีกมากมาย และมักจะเป็นมุมมองเพียงด้านใดด้านหนึ่ง  และอาศัยตัวอย่างจากความสำเร็จจากโครงการอื่นๆมาเป็นตัวกระตุ้น โดยมักจะขาดประเด็นเรื่อง " ความอยู่รอดของธุรกิจ " แต่จะเน้นเพียง "การสร้างให้แล้วเสร็จ" เพราะเป็นสิ่งที่สามารถจับต้องได้ มองเห็นจากภายนอกได้ชัดเจน และนำสิ่งก่อสร้างที่แล้วเสร็จมานั่งเชยชม แล้วค่อยคิดอ่านกันแบบระยะยาวต่อไปว่าจะทำอย่างไรให้ธุรกิจอยู่รอด การสร้างตัวตนหรืออัตลักษณ์ ซึ่งหมายถึงลักษณะเฉพาะของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ทำให้สิ่งนั้นเป็นที่รู้จักหรือจำได้ เป็นปัจจัยที่อยากชวนให้มานั่ง ขบคิดกันให้ตกผลึก เพื่อทำให้การสร้างตัวตนของสินค้าและบริการของคุณในธุรกิจสามารถเป็นที่จดจำและเป็นที่รู้จัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธุรกิจโรงแรมที่พัก ซึ่งเกิดขึ้นราวกับดอกเห็ด ถ้าขาดเอกลักษณ์ในความเป็นตัวตนที่ชัดเจน ก็ยากที่จะอยู่รอดปลอดภัยในระยะยาว ลองกลับมานั่งเปรียบเทียบดูว่า เวลาเราคบเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่โรงเรียน มหาวิทยาลัย ที่ทำงาน หรือสมาคมต่างๆ...

BR3-02 : จะทำอย่างไรกับพวกบ้าถ่ายรูปแบบไม่เกรงใจดี

มีคำถามเข้ามาแบบถี่ ๆ มากขึ้นว่า จะ ทำอย่างไรกับพฤติกรรมของลูกค้าที่คลั่งไคล้การถ่ายรูปดี   ? น่าแปลกใจพอสมควร แต่ในขณะเดียวกัน ก็เห็นด้วยว่า บางครั้งพฤติกรรมของลูกค้าก็ก้าวข้ามความเหมาะสม รู้จัก “ควร” หรือ “ไม่ควร” ไปในหลาย ๆ กรณี เพียงเพราะคิดว่า “ฉันต้องการภาพไปโพสลงในโซเชี่ยลมีเดียของฉัน” ไม่ว่าจะเป็นเฟสบุ๊ก อินสตาแกรม หรือทำเป็นวิดีโอภาพเคลื่อนไหวเผยแพร่ในช่องยูทูปของตนเอง หรืออยากนำไปลงตามกลุ่มต่างๆที่ตนเองเป็นสมาชิกอยู่ เช่น ชมรมกล้องถ่ายภาพยี่ห้องต่างๆ หรือกลุ่มท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม ประสบการ์ณที่ไม่พึงประสงค์ของผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายรูปมีหลายแบบ หลายประเภท เช่น ถือกล้องเดินเข้ามาในร้าน และตะลุยยิงภาพถ่ายทุกมุม ทุกบริเวณ เดินทั่วทุกบริเวณไม่เว้นแม้แต่ห้องน้ำ และเดินกลับออกไปเฉย ๆ สถานที่ติดป้ายว่า “ขอสงวนสิทธิ์เฉพาะผู้ใช้บริการร้านอาหารเท่านั้น” แต่ไม่สนใจกับป้าย และไม่สนใจคำพูดที่พนักงานชี้แจง เดินถ่ายรูปต่อไป และเดินออกไปเมื่อถ่ายรูปเสร็จ สถานที่ติดป้ายว่า “พื้นที่กำลังอยู่ระหว่างปรับปรุง ห้ามเดินผ่าน อันตราย” ก็จะเดินเข้าไป มุดใต้เชือกที่ขึงกั้นทางเอาไว้ ขนอุป...