ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

BR2-01 : โรงแรมเปลี่ยนแบรนด์บ่อย ๆ จะดีเหรอ

เวลาเราเห็นโรงแรมที่พักตามสถานที่ต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแบรนด์กันบ่อย ๆ เราก็มักจะสงสัยว่า ทำไมต้องเป็นแบบนั้น ครั้งที่แล้วเรามาพักยังชื่อโรงแรมนี้อยู่เลย ทำไมมาคราวนี้เปลี่ยนไปอีกแล้ว หรืออีก  2  ปีถัดไปกลายเป็นอีกชื่อไปแล้ว

เรามาดูกันว่าเรื่องนี้มีเหตุและปัจจัยอะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง

การบริหารจัดการโรงแรมนั้นมีได้หลากหลายแบบในด้านธุรกิจ ได้แก่

1. การทำสัญญาว่าจ้างบริหารงานแบบเต็มรูปแบบภายใต้เชน หรือที่เราเห็นตามจังหวัดต่างๆที่มีชื่อโรงแรมตั้งต้นด้วยชื่อเชน หรือชื่อแบรนด์โรงแรมในกลุ่มเชนนั้น ๆ และตามด้วยชื่อโรงแรมเดิม หรือสถานที่ตั้ง

หากกลุ่มโรงแรมนั้นมีแบรนด์โรงแรมหลายแบรนด์ การพิจารณาเข้าร่วมบริหารจัดการก็จะต้องพิจารณาในรายละเอียดของข้อกำหนดของแต่ละแบรนด์ว่า คุณลักษณะและคุณสมบัติของโรงแรมที่จะอยู่ภายใต้แบรนด์นั้นต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง เช่น จำนวนห้องพัก ขนาดห้องพัก สิ่งอำนวยความสะดวก เป็นต้น เพื่อที่จะได้วางตำแหน่งของสินค้าให้เหมาะกับสภาพธุรกิจและแนวโน้มในการทำธุรกิจในอนาคต ในขณะเดียวกันก็ไม่ทำให้กระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ในภาพรวม

การทำสัญญากันในลักษณะนี้อาจเป็นการร่วมลงทุนระหว่างเจ้าของแบรนด์ กับเจ้าของกิจการโรงแรมก็สามารถทำได้เช่นกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกรอบธุรกิจของเจ้าของแบรนด์ หรือกลุ่มเชนโรงแรมนั้น ๆ

2. การซื้อลิขสิทธิ์การใช้แบรนด์  โรงแรมที่พักบางแห่งมีความเชื่อมั่นในชื่อเสียงของแบรนด์โรงแรมใดโรงแรมหนึ่ง และโรงแรมนั้นก็มีการทำธุรกิจในการขายลิขสิทธิ์การใช้ตราโลโก้ของแบรนด์ ก็อาจทำสัญญาการใช้ลิขสิทธิ์ตราสัญญลักษณ์ภายใต้ข้อกำหนดบางประการตามแต่เจ้าของแบรนด์จะกำหนด

3. การว่าจ้างบริษัทรับบริหารจัดการ (Hotel Management Company) เข้ามาบริหารจัดการธุรกิจโดยไม่มีการเปลี่ยนชื่อ หรือเติมชื่อบริษัทผู้บริหารจัดการต่อจากชื่อโรงแรมเดิม  หรืออาจจะมีการเติมชื่อบริษัทผู้บริหารต่อจากชื่อเดิมของโรงแรมก็แล้วแต่จะตกลงกันในทางธุรกิจ


คราวนี้มาทางฝั่งเจ้าของกิจการหรือเจ้าของโรงแรมบ้างว่าจะตัดสินใจเลือกแบบไหน โดยทั่วไปแล้ว สิ่งที่จะนำมาพิจารณาก็คือ
1. เงื่อนไขและข้อกำหนดต่างๆ ของแบรนด์นั้น ๆ บางแห่งอาจมีข้อกำหนดมากมายทั้งในเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก และในด้านการให้บริการ เช่น บางแบรนด์อาจจะกำหนดว่า ถ้าเป็นโรงแรมขนาดเท่านี้ห้อง อย่างน้อยต้องมีห้องสำหรับเป็นที่เล่นของเด็ก (Children room or Children playground) และต้องมีเจ้าหน้าที่ประจำห้อง เป็นต้น
2. แผนการขายและการตลาดที่เป็นกิจกรรมหลัก ๆ ประจำปีเป็นอย่างไร และการการันตีผลประกอบการ
3. การคัดเลือกบุคคลากรและทีมงานที่จะเข้ามาบริหารจัดการ ข้อกำหนดคุณสมบัติต่าง ๆ เป็นอย่างไร
4. จำนวนทีมงานของแบรนด์ หรือกลุ่มเชนโรงแรมนั้น ๆ ที่จะดูแลโรงแรมที่รับบริหารจัดการ มีอัตราส่วนอย่างไร จะสามารถดูแลได้ทั่วถึงหรือไม่ หรือพนักงาน 1 คนของเชนโรงแรมต้องดูแลโรงแรมที่รับบริหารมากกว่า 30 โรงแรม
5. ค่าใช้จ่ายทั้งค่าใช้จ่ายประจำปี ประจำเดือน หรือค่าใช้จ่ายต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างปี  ไปจนถึงวิธีการคิดค่าบริการ คิดอย่างไร ได้แก่
       5.1 Management Fee   คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ต่อปีบนยอดอะไร เช่น ยอดกำไรเบื้องต้น หรือยอดรายได้รวม หรือยอดอะไร
       5.2 Incentive Fee มีข้อกำหนดอย่างไร จะตั้งเป้าหมายกันอย่างไร เช่น อาจมีการกำหนดว่าถ้าทำยอดอัตราการเข้าพักได้มากกว่า 75% จะมีผลตอบแทนให้เพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์นอกเหนือจากค่าบริหารจัดการทั่วไปตามข้อ 5.1
      5.3 Marketing Fee ค่าบริการทางการตลาด บางบริษัทอาจมีการคิดค่าบริหารจัดการทางการตลาด เวลาที่มีการจัดกิจกรรมทางการขายและการตลาดต่อครั้ง

โดยส่วนใหญ่แล้ว เจ้าของกิจการก็มักจะพิจารณาในเรื่องค่าใช้จ่ายต่อปีที่จะเกิดขึ้น กับการการันตีผลประกอบการเป็นข้อต้น ๆ แล้วค่อยมาพิจารณาในประเด็นอื่นๆ

อย่างไรก็ดี สิ่งที่อยากให้พิจารณาในเรื่องการเลือกแบรนด์โรงแรมที่จะมาบริหารกิจการของเรานั้น จริง ๆ แล้วเรื่อง แบรนด์ ก็คือการว่าด้วยเรื่องภาพลักษณ์ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องการรับรู้ของลูกค้า และกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย จึงควรคำนึงถึงประเด็นนี้เป็นสำคัญด้วยเช่นกัน

ตัวอย่างเราก็มีให้เห็นหลาย ๆ โรงแรมที่เมื่อเริ่มสร้างโรงแรมและบริหารกิจการด้วยตนเอง ภาพลักษณ์ของแบรนด์ ลักษณะและบุคลิกของแบรนด์เป็นไปตามที่วาดฝัน และที่ตนเองกำหนดไว้อย่างเต็มที่ แต่ต่อมาเนื่องจากทุกโรงแรมต้องใช้เวลาในการตั้งไข่ เริ่มเดิน และออกวิ่ง เจ้าของกิจการไม่สามารถรอได้ ก็รีบเรียกแบรนด์ต่างๆ เข้ามานำเสนอเงื่อนไขในการเข้ามาบริหารกิจการ และก็ตัดสินใจเลือกแบรนด์ที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ของโรงแรมไปเลย เช่นจากโรงแรมที่เน้นกลุ่มลูกค้าเพื่อการพักผ่อน (Pure Leisure Market) กลับไปเลือกใช้แบรนด์ที่มีชื่อเสียงและภาพลักษณ์สำหรับธุรกิจการจัดประชุมสัมนาแบบโรงแรมในเมืองใหญ่ๆ (Large City Hotel) อันนี้ก็ทำให้ชวนสงสัยมากเช่นกัน

บางเจ้าของกิจการ พอแบรนด์เริ่มเข้าบริหารจัดการได้ไม่ถึง 2 ปี ก็มีการเปลี่ยนแบรนด์อีกแล้ว บางโรงเปลี่ยนถึง 3-4 ครั้งก็มี อันนี้ก็คงต้องเข้าไปดูเหตุผลลึก ๆ ข้างในว่ามีปัญหาอะไรกัน ไม่พอใจการบริหารกันอย่างไร หรือมีการคิดค่าใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสมในประเด็นไหน

อย่างที่กล่าวข้างต้น แบรนด์เป็นเรื่องภาพลักษณ์ เพราะฉนั้นก่อนที่จะตัดสินใจเลือกแบรนด์ไหนให้เข้ามาบริหารจัดการ ควรคิด พิจารณาและคุยในรายละเอียดให้ถี่ถ้วนเพื่อที่จะได้เข้าใจตรงกัน ข้อกำหนดและเงื่อนไขต่างๆ ก็อ่านกันให้ละเอียดจะได้ไม่มีปัญหาเมื่อเกิดข้อพิพาทกันในภายหลัง  ที่สำคัญ ควรอ่านเงื่อนไขเรื่องระยะเวลาให้ดีว่า มีการกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำไว้หรือไม่ อย่างไร และหากมีการยกเลิกสัญญาก่อนกำหนด จะมีค่าปรับอย่างไร

เวลาธุรกิจมีปัญหา อย่าด่วนตัดสินใจในเรื่องต่างๆ โดยที่ไม่ได้นั่งพิจารณาถึงต้นเหตุที่แท้จริง และพยายามแก้ไขที่ต้นเหตุ  อย่าแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเปลี่ยนแบรนด์ เพราะนั่นไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ถาวร  และที่สำคัญผลเสียที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ตกกับใคร แต่คือกิจการของเรานั่นเอง เสียทั้งเวลา และเสียทั้งเงิน



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

#BR1-01 : สร้างแบรนด์โรงแรมให้ชัดเจน

หลายปีที่ผ่านมามีแต่การยุยงให้คนนำที่ดินว่างเปล่า หรือบ้านเก่าที่มีอยู่มาทำเป็นที่พัก โรงแรมขนาดเล็ก โฮมสเตย์ และอื่นๆอีกมากมาย และมักจะเป็นมุมมองเพียงด้านใดด้านหนึ่ง  และอาศัยตัวอย่างจากความสำเร็จจากโครงการอื่นๆมาเป็นตัวกระตุ้น โดยมักจะขาดประเด็นเรื่อง " ความอยู่รอดของธุรกิจ " แต่จะเน้นเพียง "การสร้างให้แล้วเสร็จ" เพราะเป็นสิ่งที่สามารถจับต้องได้ มองเห็นจากภายนอกได้ชัดเจน และนำสิ่งก่อสร้างที่แล้วเสร็จมานั่งเชยชม แล้วค่อยคิดอ่านกันแบบระยะยาวต่อไปว่าจะทำอย่างไรให้ธุรกิจอยู่รอด การสร้างตัวตนหรืออัตลักษณ์ ซึ่งหมายถึงลักษณะเฉพาะของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ทำให้สิ่งนั้นเป็นที่รู้จักหรือจำได้ เป็นปัจจัยที่อยากชวนให้มานั่ง ขบคิดกันให้ตกผลึก เพื่อทำให้การสร้างตัวตนของสินค้าและบริการของคุณในธุรกิจสามารถเป็นที่จดจำและเป็นที่รู้จัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธุรกิจโรงแรมที่พัก ซึ่งเกิดขึ้นราวกับดอกเห็ด ถ้าขาดเอกลักษณ์ในความเป็นตัวตนที่ชัดเจน ก็ยากที่จะอยู่รอดปลอดภัยในระยะยาว ลองกลับมานั่งเปรียบเทียบดูว่า เวลาเราคบเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่โรงเรียน มหาวิทยาลัย ที่ทำงาน หรือสมาคมต่างๆ...

BR3-02 : จะทำอย่างไรกับพวกบ้าถ่ายรูปแบบไม่เกรงใจดี

มีคำถามเข้ามาแบบถี่ ๆ มากขึ้นว่า จะ ทำอย่างไรกับพฤติกรรมของลูกค้าที่คลั่งไคล้การถ่ายรูปดี   ? น่าแปลกใจพอสมควร แต่ในขณะเดียวกัน ก็เห็นด้วยว่า บางครั้งพฤติกรรมของลูกค้าก็ก้าวข้ามความเหมาะสม รู้จัก “ควร” หรือ “ไม่ควร” ไปในหลาย ๆ กรณี เพียงเพราะคิดว่า “ฉันต้องการภาพไปโพสลงในโซเชี่ยลมีเดียของฉัน” ไม่ว่าจะเป็นเฟสบุ๊ก อินสตาแกรม หรือทำเป็นวิดีโอภาพเคลื่อนไหวเผยแพร่ในช่องยูทูปของตนเอง หรืออยากนำไปลงตามกลุ่มต่างๆที่ตนเองเป็นสมาชิกอยู่ เช่น ชมรมกล้องถ่ายภาพยี่ห้องต่างๆ หรือกลุ่มท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม ประสบการ์ณที่ไม่พึงประสงค์ของผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายรูปมีหลายแบบ หลายประเภท เช่น ถือกล้องเดินเข้ามาในร้าน และตะลุยยิงภาพถ่ายทุกมุม ทุกบริเวณ เดินทั่วทุกบริเวณไม่เว้นแม้แต่ห้องน้ำ และเดินกลับออกไปเฉย ๆ สถานที่ติดป้ายว่า “ขอสงวนสิทธิ์เฉพาะผู้ใช้บริการร้านอาหารเท่านั้น” แต่ไม่สนใจกับป้าย และไม่สนใจคำพูดที่พนักงานชี้แจง เดินถ่ายรูปต่อไป และเดินออกไปเมื่อถ่ายรูปเสร็จ สถานที่ติดป้ายว่า “พื้นที่กำลังอยู่ระหว่างปรับปรุง ห้ามเดินผ่าน อันตราย” ก็จะเดินเข้าไป มุดใต้เชือกที่ขึงกั้นทางเอาไว้ ขนอุป...